บุคไซด์ และ บทความ คลังความรู้ ในการสร้างธุรกิจออนไลน์

ติดต่อเรา

ที่ตั้งสำนักงาน เลขที่ 3 หมู่ 13 บ้านไร่พัฒนา ตำบลไร่ใต้ อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี 34110

บุคไซด์ และ บทความ คลังความรู้ ในการสร้างธุรกิจออนไลน์

IF I WERE TO TEACH MY CHILDREN ถ้าผมจะสอนลูก | บทนำ

คุณอยากเรียนจบมา แล้วได้ทำงานในบริษัทดีๆ จริงหรือ คุณคิดว่าบริษัทดีๆ ในโลกนี้ มีจริงหรือไม่

คุณอยากเรียนจบมา แล้วได้ทำงานในบริษัทดีๆ จริงหรือ ?
คุณคิดว่าบริษัทดีๆ ในโลกนี้ มีจริงหรือไม่ ?

ในช่วงอายุของการเป็นนักเรียน คุณต้องแบกรับภาระสองอย่าง คือ ต้องทำหน้าที่ และทำตามความฝัน แต่ส่วนมากคุณมักจะเสียเวลาไปกับการทำหน้าที่ มากกว่าที่จะได้ทำตามความฝันของตัวเองจริงหรือไม่

ระบบการศึกษา ได้กำหนดเส้นทางชีวิตให้คุณต้องเดินแบบนั้น และ สังคมรอบๆ ตัวคุณ ก็ต้องเดินตามระบบการศึกษา เช่นกัน

ความคิด และค่านิยมของผู้ใหญ่ ที่ถูกถ่ายทอดต่อๆ กันมา จากรุ่นหนึ่งสู่รุ่นหนึ่ง จนมาถึงคนรุ่นใหม่อย่างคุณ ในขณะที่โลก ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมแล้ว แต่คุณก็ยังคงต้องยึดหลักความเชื่อ และค่านิยมเดิมๆ ที่มันเริ่มสวนทางกันมากขึ้นเรื่อยๆ โดยที่คุณเองก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะคุณยังเด็กเกินไป ที่จะมีชีวิตเป็นของตัวเอง

สิ่งที่ทำให้คุณมีแนวความคิดแบบนั้น ไม่ว่าจะเป็นความคิดในฝั่งของคนที่เป็นพ่อเป็นแม่ หรือความคิดในฝั่งของตัวคุณเองซึ่งเป็นลูก มันเป็นความคิดที่ถูกปลูกฝัง และส่งต่อกันมาจากรุ่นหนึ่งสู่รุ่นหนึ่ง ที่มันเคยใช้ได้ผลดีในยุคอุตสาหกรรม จนผ่านมาแล้วกี่ยุคกี่สมัย เราก็ยังคงได้ยินคำสอนเดิมๆ จากคนที่เป็นพ่อเป็นแม่ว่า

ลูกต้องตั้งใจเรียน จบมาจะได้ทำงานในบริษัทดีๆ

ถึงแม้ว่า พ่อแม่คนนั้นจะเป็นคนรุ่นใหม่แล้วก็ตาม ก็เพราะเขาเอง ก็คงไม่รู้ว่าจะต้องสอนลูกอย่างไร เลยผลักภาระและหน้าที่อันยิ่งใหญ่ ในการ เป็นครูคนแรกของลูก ไปให้ครูวิชาการที่โรงเรียน เป็นคนรับผิดชอบอนาคต ของลูกพวกเขาแทน

โดยหลงคิดไปว่า มันเป็นเส้นทางชีวิตที่ปลอดภัยแล้วสำหรับลูก เนื่องจากคนส่วนใหญ่ เขาก็เลือกที่จะเดินตามระบบกัน

ผมเขียนหนังสือเล่มนี้ เพราะผมต้องการถ่ายทอดแนวคิดของผม ที่เกิดจากการพิสูจน์สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ด้วยตัวเอง ตลอดระยะเวลามากกว่า 30 ปี มันคือประสบการณ์เกือบทั้งชีวิต ที่ผมต้องเจอบนโลกของความเป็นจริง กับสิ่งที่ผมได้เคยถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก และผลลัพธ์จากการพิสูจน์ทั้งหมด ได้ถูกรวบรวมอยู่ในหนังสือเล่มนี้แล้ว ซึ่งเป็นหนังสือเล่มแรก ในหนังสือชุด “ถ้าผมจะสอนลูก”

เนื้อหาภายในเล่ม เปรียบเสมือนการบอกเล่าประสบการณ์ชีวิต ของพ่อคนหนึ่ง ที่อยากจะส่งต่อ และถ่ายทอดประสบการณ์ เพื่อเป็นข้อคิดสำหรับการใช้ชีวิตให้กับลูก ด้วยมุมมองที่อาจจะแตกต่างจากพ่อคนอื่น ซึ่งบางอย่างนั้น มันอาจจะสวนทางกับสิ่งที่คุณเคยเรียนรู้มาในห้องเรียน แต่เชื่อเถอะครับว่า มันไม่ได้สวนทางกับโลกของความเป็นจริง ที่อีกไม่กี่ปีคุณจะต้องออกมาเริ่มต้นนับหนึ่ง เพื่อเริ่มเรียนรู้ชีวิตจริง จากโลกภายนอกที่มันต่างกันอย่างสุดขั้ว และจะไม่มีคนคอยป้อนข้อมูลให้กับคุณอีกต่อไป โลกใบที่ต่างจากห้องสี่เหลี่ยม ที่ผมมักจะเรียกมันว่า ห้องสี่เหลี่ยมแห่งการเรียนรู้

ในห้องนี้ คุณจะรู้ก็ต่อเมื่อ มีคนคอยป้อนข้อมูลให้กับคุณ และคุณจะเก่งก็เฉพาะแค่ในห้องสี่เหลี่ยมห้องนี้เท่านั้น โดยที่คุณจะมีคู่แข่งเพียงไม่กี่คน นั่นก็คือ เพื่อนร่วมห้องของคุณเอง

แต่เมื่อคุณเรียนจบ คุณจะต้องแข่งขันกับคนทั้งโลก เพียงเพื่อเอาชีวิตให้รอดเดือนต่อเดือน ในขณะที่ตอนเรียน คุณมีหน้าที่แค่เพียง แข่งขันกับเพื่อนร่วมห้องของคุณ เพื่อทำเกรดให้ได้ เพราะนั่นคือหน้าที่หลัก ที่ผู้ใหญ่วางไว้ให้คุณ ในช่วงวัยเรียน


ห้องรูหนู

ตอนเรียนมัธยม ผมเป็นเด็กกิจกรรมตัวยง และเป็นนักดนตรีวงของโรงเรียน ถึงฝีมือจะไม่เอาไหน แต่มันก็พอให้ผมมีความสามารถได้โครตาร์เข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง คณะบริหารธุรกิจ และการจัดการ สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ โดยที่ผมไม่ต้องสอบ

แต่ผมก็ต้องใช้เงินในการจ่ายค่าเทอม เหมือนกับคนอื่นเขาอยู่ดี

ผมก็คงเหมือนเด็กมัธยมทั่วไป ที่อยากสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในฝัน แต่ด้วยฐานะทางการเงินของครอบครัว ทําให้ผมมีตัวเลือก ในการเข้ามหาวิทยาลัยไม่มากนัก ผมจึงตัดใจทิ้งฝันที่มันเป็นไปได้ยาก เดินตามฝันที่มันพอจะเป็นจริงได้ แล้วทํามันให้ดีที่สุดแทน

แน่นอนว่า การที่เราได้เรียนในมหาลัยที่มีชื่อเสียงนั้น จะทำให้เราได้เปรียบกว่าคู่แข่ง ในเวลาที่เราต้องส่ง Resume ไปยังบริษัทที่เขาเปิดรับสมัครงาน

ถ้าหากว่า… เป้าหมายในชีวิตของคุณเมื่อเรียนจบ คือการได้ไป สมัครเป็นลูกจ้าง เพื่อเข้าทำงานในบริษัทดีๆ เพียงเท่านั้น

ผมไม่ได้เกิดมาเป็นลูกคนรวย ดังนั้น ตัวเลือกในการเข้ามหาลัยของผม จึงมีอยู่เพียงสองตัวเลือกเท่านั้น นั่นก็คือ ได้เรียน กับ ไม่ได้เรียน

แต่ถึงอย่างไร ช่วงชีวิตในรั้วมหาลัยของผมนั้น ดูเหมือนว่าจะลำบากกว่าเพื่อนๆ ที่เรียนรุ่นราวคราวเดียวกัน ผมใช้เงินต่อเดือนเพียง 2,100 บาท ในการใช้จ่าย เป็นค่าเช่าห้อง ค่าอาหาร รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกมากมาย ในสมัยที่ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ต่อวัน

ถือว่าผมนั้นโชคดี ที่ผมได้ห้องเช่าที่ราคาแสนถูก รวมๆ แล้วเพียง 600 บาทต่อเดือน รวมค่าน้ำค่าไฟ ซึ่งขนาดของห้องก็เพียง 2 x 2.5 เมตร สภาพความเป็นอยู่ ก็เหมาะสมตามราคา และผมมักจะเรียกมันว่า ห้องรูหนู

เมื่อหักค่าห้องที่ผมต้องจ่ายไปในแต่ละเดือน เป็นจำนวนเงิน 600 บาทแล้ว ผมจะเหลือเงินเพียง 1,500 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่าย ในการดำรงชีพให้พ้นทั้งเดือน

อาหารหลักของผมคือ ข้าวสวย มาม่า เมนูไข่ และข้าวราดแกงที่มหาลัยจานละ 15 บาท โดยผมทานอาหารเพียง 2 มื้อต่อวัน เพราะตอนเช้าผมนอนตื่นสาย และเดินเท้าวันละ 70 นาที เพื่อไปกลับระหว่าง มหาลัย และห้องเช่า

ผมแค่อยากบอกคุณว่า ผมก็เลือกเรียนในระบบการศึกษาและไม่ได้ต่อต้านในวิธีการของระบบ ถึงแม้ว่าฐานะครอบครัวที่บ้านของผมจะไม่ได้ร่ำรวยอะไรเลยก็ตาม แต่พ่อแม่ของผม ก็สามารถส่งผมให้เรียนจบปริญญาตรีได้สำเร็จ จากความรู้เพียง ป.4

ใบปริญญาที่แลกมากับความเหนื่อย ของพ่อแม่ ที่ท่านต้องทุ่มเททั้งแรงกายทั้งแรงใจ เพียงเพื่อไม่อยากให้ผมลำบาก นั่นเป็นวิธีการที่พ่อแม่ของผมทำ และผมก็เชื่อว่า มันเป็นวิธีการของพ่อแม่ของใครอีกหลายๆ คน เลือกที่จะทำเช่นกัน

จงเลือกทำในสิ่งที่เป็นไปได้มากที่สุด ไม่ใช่เลือกทำในสิ่งที่อยากให้เป็น จากนั้น ให้ค่อยๆ ต่อยอดจากสิ่งที่เป็นไปได้ เพื่อให้เป็นในสิ่งที่เราฝัน


ออกแบบอาชีพในฝัน

ออกแบบอาชีพในฝัน : ภาพประกอบบทความ andudo.com

ถ้ามองย้อนกลับไปสัก 30 กว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงชีวิตในวัยเด็กของผม ในสมัยที่ห้องคอมพิวเตอร์โรงเรียนมัธยม ที่ผมเรียนอยู่ในตอนนั้น มีคอมพิวเตอร์อยู่เพียงไม่กี่เครื่อง ที่มันยังใช้ได้ เวลาเรียน จะมีแค่หนึ่งคน ที่ได้นั่งประจำเก้าอี้ ส่วนที่เหลือ ได้แค่ยืนมุงดูอยู่รอบๆ หนึ่งเครื่อง ต่อ 4 – 5 คน

สำหรับผมแล้ว ถือว่าเป็นคาบเรียนที่สนุก แต่ก็ปนไปด้วยความน่าเบื่อ สนุก ที่ผมได้เรียนวิชาที่ชอบ และน่าเบื่อ ที่ผมต้องยืนเบียดกับเพื่อนอีก 3 – 4 คน ตลอดทั้งชั่วโมงเรียน

แต่ผมกลับรู้สึกว่า เวลาในคาบเรียนมันผ่านไปเร็วมาก ต่างจากเนื้อหาที่อาจารย์สอน ที่ยังไปไม่ถึงไหนเลย เพราะกว่าจะรอให้คอมพิวเตอร์ประมวลผลอะไรได้สักอย่างนั้น มันต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน ลำพังเพียงแค่เปิดหน้าเว็บไซด์ เข้า Google ยังต้องใช้เวลารอเกือบนาที

ผมกำลังจะบอกคุณว่า มันยากและมีอุปสรรคแค่ไหน ในการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ และเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร เมื่อ 30 กว่าปีที่ผ่านมา สิ่งที่คนรุ่นใหม่อย่างคุณได้เปรียบคือ เทคโนโลยี ที่ถูกพัฒนาอย่างก้าวกระโดดกว่าแต่ก่อนมาก จากยุคอุตสาหกรรม ก้าวผ่านมาจนถึงยุคของข้อมูลข่าวสาร ที่คุณนั้น สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทุกที่ และแทบจะทุกเวลา เพียงแค่ปลายนิ้วของคุณ

แล้วคุณเอาเวลาส่วนมาก ไปทุ่มเทกับอะไร สิ่งที่คุณกำลังทุ่มเทกับมัน มีประโยชน์กับอนาคตของคุณ หรือไม่

โจทย์สำคัญ ของคนที่เป็นพ่อเป็นแม่ในยุคปัจจุบัน นอกจากจะต้องสอนลูกให้เป็นคนดีแล้ว จะต้องสอนเรื่องเงินให้กับเขาด้วย แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า พ่อแม่หลายคน ยังตามยุคสมัยที่มันเปลี่ยนไปมันทัน และระบบการศึกษา ก็ไม่มีสอนเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ด้วย ทั้งๆ ที่มันเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาประเทศ และยกระดับฐานะของประชากรโดยรวม

ตอนเด็ก… เรามักจะถูกสอนให้รู้หน้าที่หลัก นั่นก็คือ… “ต้องตั้งใจเรียน” เพื่อที่จะทำเกรดให้ได้ โดยไม่จำเป็นที่จะต้องกังวลเรื่องอื่น

เราถูกสอนให้เริ่มต้นคิดเรื่องเงิน เมื่อตอนถึงวัยทำงาน และส่วนมากเมื่อเรียนจบ หลายคนก็มักจะลงเอยที่ ตำแหน่งลูกจ้าง ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างในฝั่งของรัฐบาล หรือ ลูกจ้างในฝั่งของเอกชน

แต่ในยุคนี้ มีอาชีพที่เกิดขึ้นใหม่มากมาย ทั้งที่คุณรู้จัก หรือไม่รู้จัก ซึ่งมันก็ไม่สำคัญ ประเด็นมันอยู่ที่ว่า อาชีพที่คุณไม่รู้จักหลายอาชีพ มันสามารถทำเงิน ได้มากกว่าอาชีพที่คุณเองคิดว่า มันมั่นคงเสียด้วยซ้ำ และหลายคน ยังสามารถออกแบบอาชีพของตัวเองได้ โดยไม่จำเป็นต้องนิยามว่า สิ่งที่ทำนั้น มันคืออาชีพอะไร

โลกในยุคปัจจุบัน เอื้ออำนวยให้คนประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย ถ้าหากว่ารู้วิธี และได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก อย่าฝากอนาคตไว้กับระบบใดระบบหนึ่ง แต่เพียงอย่างเดียว

มีคนมากมาย ที่เขามาบอกเล่าประสบการณ์ผ่านโลกออนไลน์ เพื่อให้คุณแกะรอยความสำเร็จของพวกเขาเหล่านั้น แต่หลายคน กลับมีทัศนคติไม่ดีต่อพวกเขาตั้งแต่แรก เพราะมองว่า เขาพยายามที่จะขายอะไรสักอย่างให้กับคุณ และคุณ ก็ยังคงมีแนวความคิดเดิมๆ โดยมองว่าโลกออนไลน์ ไม่มีอะไรที่มั่นคงพอที่จะเรียกมันว่าอนาคตได้

ในเมื่อโลกเปลี่ยนไป แต่ทำไม คนเรายังมีแนวคิดแบบเดิม


สร้างธุรกิจจากศูนย์ด้วย 6 แนวคิดทางธุรกิจ

สร้างธุรกิจด้วยต้นทุนต่ำ : ภาพประกอบบทความ andudo.com

ผมเป็นคนหนึ่ง ที่ไม่ได้เติบโตมาจากครอบครัวนักธุรกิจ แต่ผมถูกหล่อหลอม และเติบโตมาจากครอบครัวเกษตรกรรม แต่เนื่องด้วยอะไรก็ตาม ที่ทําให้ผมมีความฝัน อยากเป็นนักธุรกิจตั้งแต่เด็ก อยากมีบ้านหลังโตๆ มีรถคันใหญ่ๆ และได้ทําอะไรสักอย่างเพื่อช่วยเหลือคนอื่น นั่นคือความฝันเดียวของผมตั้งแต่เด็ก โดยที่ผม ก็ไม่คิดที่จะบอกพ่อกับแม่ของผมให้ท่านทราบเลย เพราะผมรู้ดีว่า ต่อให้ผมบอก ก็คงไม่มีคำแนะนำอะไรมากไปกว่าคำว่า ❝ ลูกต้องตั้งใจเรียน ❞

ผมไม่อยากให้คุณ ในฐานะที่เป็นพ่อแม่ ที่ต้องแบกรับภาระเลี้ยงลูก ในยุคข้อมูลข่าวสาร พูดได้แค่คำว่า ลูกต้องตั้งใจเรียน โดยไม่มีวิธีการ หรือคำพูดอื่นใดที่ดีไปกว่านี้

และผมไม่อยากให้คุณ ในฐานะที่เป็นลูก พลาดโอกาสที่จะสร้างทางเลือกให้กับชีวิตของตัวคุณเอง และโอกาสที่จะคว้าเอาความสำเร็จ มาเป็นของขวัญให้กับพ่อแม่ของคุณ พร้อมๆ กับ ใบปริญญาอีกใบ ในวันที่คุณนั้นเรียนจบ

สิ่งที่ผมจะพูดถึงในหนังสือเล่มนี้ จะเกี่ยวข้องกับ 6 หัวข้อหลักๆ ที่ผมใช้ในการสร้างธุรกิจของผม ซึ่งประกอบไปด้วย

  1. Passive Income คือรายได้ที่เกิดขึ้น จากสินทรัพย์ที่คุณได้ลงมือสร้างมันไว้แล้วในอดีต โดยที่สินทรัพย์เหล่านั้น จะทำเงินให้กับคุณอยู่ตลอดเวลา โดยที่คุณนั้น ไม่จำเป็นที่จะต้องลงแรงทำสิ่งนั้นซ้ำๆ รายได้ประเภทนี้เอง ที่คนรวยส่วนใหญ่เลือกที่จะสร้างมัน
  2. Infopreneur หรือบางเล่มอาจใช้คำว่า Business Knowledge คือ การทำธุรกิจเกี่ยวกับข้อมูล และการขายความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ธุรกิจประเภทนี้ คุณไม่จำเป็นที่จะต้องใช้เงินทุน ในการเริ่มต้น
  3. Online Business คือ ธุรกิจที่มีขั้นตอนการดำเนินการทุกอย่าง ผ่านระบบออนไลน์ ธุรกิจประเภทนี้ มีความยืดหยุ่นค่อนข้างสูง เพราะสามารถปรับตัวตามสถานการณ์ต่างๆ ได้ มีเครื่องมือให้ใช้งานฟรี ใช้เงินทุนในการเริ่มต้นค่อนข้างน้อยกว่า เมื่อเที่ยบกับธุรกิจแบบ Offline
  4. Virtual Organization หรือ องค์กรเสมือนจริง คือ เครือข่ายขององค์กร ซึ่งเชื่อมโยงกันด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อที่จะแลกเปลี่ยนทักษะ ทรัพยากรบุคคล ทรัพยากรสินค้า และอื่นๆ แนวคิดนี้รวมไปถึง การจ้างงานในรูปแบบของ Outsource คือ การจ้างงานกลุ่มบุคคล หรือรายบุคคล ผ่านบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญในด้านนั้นๆ แทนระบบการจ้างงานแบบพนักงานประจำ ที่ต้องจ่ายค่าตอบแทนเป็นเงินเดือน และต้องดูแลด้านสวัสดิการตามกฏหมายแรงงานอีกด้วย
  5. Online Marketing คือ การทำโฆษณาในสื่อออนไลน์ โดยอาศัยแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ในรูปแบบของการผลิตเนื้อหา (Content Marketing) หรือ การใช้งบประมาณในการซื้อโฆษณา บนแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ซึ่งเป็นรูปแบบการทำการตลาดที่มีประสิทธิภาพที่สุด ในยุคปัจจุบัน และมีแนวโน้มว่า หลายธุรกิจจะหันมาทำ Online Marketing กันมากขึ้น เพราะเป็นช่องทางที่ใช้งบประมาณได้คุ้มค่ามากที่สุดในยุคนี้
  6. Digital Goods คือ สินค้าดิจิทัล ที่ถูกจัดเก็บในรูปของไฟล์ดิจิทัลต่างๆ เป็นสินค้าที่จับต้องไม่ได้ แต่สามารถสร้างคุณค่า และให้ประโยชน์แก่ผู้คนได้ ซึ่งในหนังสือเล่มนี้ จะแนะนำแนวคิด และวิธีการสร้างธุรกิจ ที่เน้นให้บริการผ่านระบบออนไลน์เป็นหลัก เพราะผมเชื่อว่า การสร้างสินทรัพย์ออนไลน์ มีโอกาสที่จะสำเร็จ และรวยได้ง่ายที่สุด

ทั้ง 6 หัวข้อนี้ เป็นสิ่งที่ใครก็สามารถทำได้บนโลกออนไลน์ โดยไม่จำเป็นที่จะต้องใช้เงินก้อนในการลงทุน สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดจากการทำธุรกิจในโลกยุคเก่าได้เป็นอย่างดี และเป็น 6 หัวข้อที่ต้องเรียนรู้ ถ้าหากอยากทำธุรกิจออนไลน์ ในโลกยุคใหม่ให้สำเร็จ

ดังนั้น ถ้าคุณลองนำเอาหลักการทั้ง 6 หัวข้อนี้ มาเป็นแนวคิดในการเริ่มต้นธุรกิจของคุณ จะเห็นได้ว่า การสร้างสินทรัพย์ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป แต่คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจ และยึดติดว่า สินทรัพย์ก็คือ บ้าน รถ และสิ่งปลูกสร้าง ที่ต้องใช้เงินในการซื้อมา ถ้าเป็นอย่างนั้น คนที่ไม่มีเงินทุนตั้งแต่เริ่มแรก คนที่ต้องการเริ่มต้นสร้างธุรกิจจากศูนย์จริงๆ จะได้สินทรัพย์เหล่านั้น เพื่อมาสร้างเป็นธุรกิจ ที่ก่อให้เกิดรายได้แบบ Passive Income ได้อย่างไร หนังสือเล่มนี้ จึงให้คำตอบ และแก้ปัญหานี้ได้เป็นอย่างดี

ผมอยากให้คุณลองดูแผนภาพด้านล่างนี้เอาไว้ เพื่อที่คุณจะได้เข้าใจถึงแนวคิดโดยรวม และวิธีการสร้างธุรกิจในรูปแบบของผม ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหา ในหัวข้อถัดไป


เป้าหมายชีวิตใน 3 ช่วงอายุ

เป้าหมายชีวิต : ภาพประกอบบทความ andudo.com

ผมมีแนวคิด เกี่ยวกับการตั้งเป้าหมายชีวิต ในแต่ละช่วงอายุ ให้คุณได้ลองนำไปปรับใช้กัน ซึ่งมันจะเป็นตัวกำหนดได้ว่า ณ ตอนนี้ คุณควรจะทำอย่างไรกับชีวิต เพื่อไม่ให้คุณหลุดโฟกัส ในระหว่างที่คุณกำลังเดินทางไปสู่เป้าหมายชีวิตของคุณ ในขณะเดียวกัน คุณก็จะได้ไม่ต้องกดดันตัวเองมากจนเกินไปอีกด้วย

ผมเขียนหนังสือเล่มนี้ ตอนผม อายุ 32 ปี ผมจะดีใจทุกครั้งที่เปิดโซเชียลมีเดียขึ้นมาในตอนเช้า แล้วเห็นน้องๆ ที่อยู่ในช่วงวัยเรียน เข้ามากดติดตามทุกช่องทางที่ผมนำเสนอคอนเท็นต์ออกไป เพราะอย่างน้อย ผมก็พอมีกำลังใจที่จะถ่ายทอดประสบการณ์ และแนวคิดนี้ให้กับพวกเขา เพราะมันเป็นประโยชน์กับตัวของพวกเขาเอง ในอนาคต

ผมมั่นใจว่า ถ้าผมรู้หลักการทั้ง 6 ข้อ รวมทั้งวิธีคิดเหล่านี้ ตั้งแต่ผมอายุเท่าพวกเขา ผมสามารถที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต ได้ก่อนอายุ 30 ปี และมันจะเร็วไปกว่านี้ ถ้าหากว่า เทคโนโลยีรวมทั้งเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ในสมัยนั้นมัน ครบ และพร้อม เหมือนอย่างในทุกวันนี้ ที่สำคัญคุณมีสื่อที่ทรงพลังอยู่ในมือ และมันก็ฟรีอีกด้วย

ถ้าคุณมีโอกาสได้พูดคุยกับ นักการตลาดรุ่นเก่าคุณจะรู้ว่า มันยากแค่ไหนในการทำการตลาดในสมัยนั้น ซึ่งมันเป็น ยุคอุตสาหกรรมเป็นยุคที่เครื่องมือสื่อสารทำได้แค่เพียง ส่งข้อความ

ผมใช้เวลาเพียง 60 วัน หลังจากที่ผมรู้หลักการที่ว่านี้ ในการวางแผนธุรกิจของผม และมันเป็นช่วงเวลาที่โลก กำลังเจอกับมหาวิกฤตโรคระบาด ไวรัสโควิด – 19 ยุคที่การศึกษา ก็ต้องพึ่งพาโลกออนไลน์ ในการเรียนทางไกลอยู่ที่บ้าน ในเมื่อทุกอย่างหยุดชะงัก โลกออนไลน์จึงเป็นที่พึ่งสุดท้ายในการแก้ไขปัญหา

ถึงแม้ว่า มันอาจจะตะกุกตะกักไปสักนิด เพราะระบบการศึกษายังไม่ได้เตรียมพร้อม แต่ใช้วิธีการที่เรียกว่า แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน

หลังจากผ่านพ้นวิกฤตนี้ไป ผมได้แต่หวังว่า ระบบการศึกษา รวมทั้งระบบราชการ ระบบประกันสังคม คงจะได้รับบทเรียนในครั้งนี้ และคงมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น ไม่มากก็น้อย

ช่วงเวลาเตรียมตัวของชีวิต

แนวคิด สำหรับน้องๆ ที่มีอายุระหว่าง 6 – 17 ปี หรือน้องๆ วัยเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 นั่นหมายความว่า คุณมีเวลาในการเตรียมตัว สู่ความสำเร็จยาวนานถึง 12 ปี และถ้าคุณไม่คิดที่จะทำอะไรเลย คุณก็จะเสียเวลาในระบบการศึกษาไปฟรีๆ ตั้ง 12 ปี เช่นเดียวกัน

ถ้าเป็นในยุคอุตสาหกรรม เด็กอายุเพียง 6 – 17 ปี คงยากที่จะสามารถสร้างรายได้ มากพอที่จะส่งตัวเองเรียน แต่อย่าลืมว่า โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว ในช่วงนี้ ผมอยากให้คนที่เป็นพ่อเป็นแม่ ได้ทำหน้าที่ครูคนแรกของลูกให้เต็มที่ และจะต้องสอดคล้องกับโลกความเป็นจริงให้มากที่สุดปลูกฝังความรู้ด้านการเงิน ทักษะความเป็นนายตัวเอง รวมทั้งทัศนคติทางด้านความคิด ควบคู่ไปกับการที่จะต้องสอนเขาให้เป็นคนดี อย่าโยนภาระให้กับครูวิชาการที่โรงเรียน แต่เพียงอย่างเดียว

ยิ่งในตอนนี้ระบบการศึกษา เริ่มไม่ให้ความสำคัญกับครูแนะแนว ที่รับบทบาทเสมือนครูชีวิตให้กับเด็ก มันอาจจะเหนื่อยสำหรับคนที่เป็นพ่อเป็นแม่ แต่มันเป็นหนทางเดียวเท่านั้น ที่จะช่วยให้เขาประสบความสำเร็จในชีวิตได้เร็วขึ้น และสามารถเอาตัวรอดในสังคมปัจจุบันกว่าวิธีการเรียนการสอน และความเชื่อในรูปแบบเดิมๆ

ช่วงเวลาทองของชีวิต

แนวคิดสำหรับน้องๆ ที่มีอายุระหว่าง 18 – 22 ปี หรือน้องๆ ที่กำลังเรียนมหาลัย (รวมทั้งในระบบสายอาชีพด้วย) ถือเป็นช่วงเวลาของการลองผิดลองถูกในชีวิต เป็นช่วงเวลาที่ได้นำสิ่งที่คุณเตรียมตัวมานานถึง 12 ปี มาลองสร้างให้กลายเป็นธุรกิจ ควบคู่ไปกับการทำหน้าที่หลักของคุณ นั่นก็คือ ตั้งใจเรียนแล้วทำเกรดให้ได้ดีๆ ตามที่พ่อแม่ของคุณคาดหวังเอาไว้ และสิ่งที่ท้าทายความสามารถของคุณในช่วงชีวิตนี้ก็คือ วันที่คุณเรียนจบ คุณนั้นสามารถบอกกับพ่อแม่ของคุณได้ว่า คุณมีทางเลือกในชีวิตอยู่สองทาง ระหว่างการหางานในบริษัทดีๆ ทำ หรือไม่ก็สานต่อธุรกิจ 100 ล้านของคุณนั่นเอง

ช่วงสานต่อความสำเร็จ

แนวคิดสำหรับน้องๆ ที่มีอายุระหว่าง 23 – 30 ปี หรือน้องๆ ที่เพิ่งเรียนจบมหาลัย ย่างเข้าสู่ช่วงต้นของวัยทำงาน ช่วงชีวิตนี้ เป็นช่วงเวลาที่คุณจะต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง นี่คือวันที่คุณต้องเผชิญกับโลกความเป็นจริงของชีวิต คุณจะต้องเผชิญกับคำถามที่ว่า เมื่อไหร่คุณจะหางานทำ และส่วนมาก คุณก็มักที่จะเลือกบริษัทในฝันไม่ได้ เพราะยังไงคุณก็ต้องคว้าบริษัทที่เขาเรียกสัมภาษณ์คุณเอาไว้ก่อน ด้วยเหตุผลที่ว่า “ดีกว่าไม่มีงานทำ” แล้วคุณ จะได้ทำตามความฝันของคุณเมื่อไหร่ ? ในทางตรงกันข้าม ถ้าหากว่าคุณมีทางเลือกในชีวิตอีกทาง ที่คุณนั้นสร้างมันมากับมือ คุณจะมีความสุขกับชีวิตในช่วงเวลานี้เป็นอย่างมาก เพราะคุณนั้น ได้พิสูจน์ให้พ่อแม่เห็นแล้วว่า คุณโตมากพอที่จะออกแบบ และมีชีวิตเป็นของตัวเอง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *