บุคไซด์ และ บทความ คลังความรู้ ในการสร้างธุรกิจออนไลน์

ติดต่อเรา

ที่ตั้งสำนักงาน เลขที่ 3 หมู่ 13 บ้านไร่พัฒนา ตำบลไร่ใต้ อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี 34110

บุคไซด์ และ บทความ คลังความรู้ ในการสร้างธุรกิจออนไลน์

IF I WERE TO TEACH MY CHILDREN ถ้าผมจะสอนลูก | เรียน และฝึกงาน

บทเรียน

ผมเลือกเรียนคณะบริหารธุรกิจและการจัดการ สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ เพราะผมชอบวิชาคอมพิวเตอร์เป็นอย่างมาก และคงเป็นเพียงวิชาเดียว ที่ผมนั้นทำเกรดได้ดี ในสมัยตอนที่ผมเรียนอยู่ชั้นประถม ผมก็เคยได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนของโรงเรียน เพื่อไปแข่งขันทักษะคอมพิวเตอร์ ในระดับอำเภอ ถึงแม้ว่าการแข่งขันในครั้งนั้น ผมจะไม่ได้รับรางวัลอะไรติดไม้ติดมือกลับมาบ้างเลยก็ตาม แต่นั่น ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ ในการลงสนามแข่งครั้งแรก ในชีวิตของผม

พอจบมัธยมปลาย ด้วยความฝันที่อยากเป็นนักธุรกิจ ผมจึงคิดว่า การเรียนต่อคณะบริหารนั้น น่าจะสามารถตอบโจทย์ความฝันของผมได้ ทำไมน่ะหรอครับ ก็เพราะชื่อคณะ มันก็บอกอยู่แล้วไงว่า คณะบริหารธุรกิจ ?

ชีวิตในรั้วมหาลัย วิชาที่ผมสามารถทำเกรดได้ดี ก็คงจะมีแค่วิชาเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เหมือนเช่นเคย ถึงแม้ว่าวิชาอื่นๆ นั้น จะมีความสำคัญต่อเกรดไม่แพ้กัน แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไม ผมถึงไม่ค่อยใส่ใจกับมัน และวิชาที่ผมเกลียดมากที่สุดในสมัยเรียน ก็คงจะหนีไม่พ้น วิชาการเงินและการบัญชี

มหาวิทยาลัยที่ผมเรียนอยู่นั้น จะล้อมรอบไปด้วยห้างสรรพสินค้า และแหล่งความบันเทิงมากมาย มันคงจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ค่อยดีมากนัก ที่ผมมักจะใช้ชั่วโมงของการเรียน วิชาที่ผมเกลียดมากที่สุด เพื่อหนีเรียนเข้าตู้คาราโอเกะ ผลที่ตามมาก็คือ ผมต้องลงเรียนวิชาที่ผมเกลียดมากที่สุดถึง 2 เทอม กว่าที่ผมนั้น จะสามารถทำคะแนนวิชานี้ ให้ผ่านเกณฑ์

ตรงกันข้าม ถ้าวันไหนที่มีเรียนวิชาเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ วันนั้น ผมจะกระตือรือร้นมากเป็นพิเศษ และมักจะเป็นคนแรกๆ ที่ไปนั่งรออยู่หน้าห้องคอมพิวเตอร์ เพื่อรอที่จะเข้าเรียน

กิจวัตร

ในทุกๆ วัน ยามที่ผมนั้นว่างจากการเรียน ผมมักที่จะไปนั่งอยู่ที่ใต้ตึกคณะบริหาร เพื่อเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตฟรี จนเป็นที่ชินตาของคนแถวๆ นั้น ผมพยายามที่จะเรียนรู้ด้วยตัวเอง ในสิ่งที่ผมนั้นกำลังสนใจ และแน่นอนครับว่า มันคงไม่ใช่วิชาเกี่ยวกับการเงิน และการบัญชีอย่างแน่นอน

ผมเริ่มเขียนโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ได้ จากการที่ผมลองผิดลองถูก และเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านอินเทอร์เน็ต ถึงขั้นที่ว่าในบางวัน ผมนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ได้ทั้งคืนจนถึงเช้า งีบหลับเพียงแค่ 2 ชั่วโมง แล้วไปแอบนั่งหลับต่อ ในห้องเรียนของวิชาอื่นๆ ที่ไม่ใช่วิชาเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

ผมได้เห็นผลลัพธ์ ของการเรียนรู้ด้วยตนเองแล้วว่า มันได้ผลดี มากกว่า การที่ผมนั้น นั่งเรียนในห้องเรียนรวมเสียอีก สิ่งที่ผมตั้งใจเรียนในห้องเรียน ตลอดระยะ 4 ปีที่ผ่านมานั้น มันไม่ได้ช่วยอะไร พอที่จะทำให้ผมนั้น สามารถที่จะเขียนโปรแกรม แล้วนำไปใช้งานจริงๆ ได้เลย นอกเสียจากความรู้พื้นฐาน และเกรดที่แสดงไว้บนใบปริญญา แต่ก็ถือว่า เป็นใบเบิกทาง

ถ้าคุณได้ทำในสิ่งที่คุณชอบ ได้ทำในสิ่งที่คุณรัก โดยที่คุณนั้นสามารถจัดสรรค์เวลาเป็นของตัวเองได้ คุณจะพบว่า ต่อให้งานนั้นหนักแค่ไหน คุณก็ยังอยากที่จะทำมันต่อ โดยไม่รู้สึกเลยว่า นั่นมันคืองาน คุณจะตั้งใจทำจนลืมเวลา โดยที่ไม่ต้องมีใครมาบังคับคุณให้ทำ เพราะมันเกิดขึ้นจากแรงจูงใจที่อยู่ภายในตัวของคุณเอง เพียงแต่ว่า คุณต้องตามหาสิ่งที่คุณหลงไหลนั้นให้เจอ แล้วเปลี่ยนมันให้กลายเป็นธุรกิจเล็กๆ ของคุณ ควบคู่ไปกับการเรียนในระบบ หรือแบ่งเวลาอย่างน้อยๆ 5 ชั่วโมงต่อวันหลังจากงานประจำ เพื่อมาสร้างฝันในแบบที่คุณนั้น เคยตั้งใจเอาไว้ แล้วเอารายได้จากงานประจำ มาลงทุนในธุรกิจเล็กๆ ของคุณ เพื่อให้เงินของคุณนั้น งอกเงย เกิดเป็นรายได้สองทาง  ❞

ยื่นข้อเสนอ

คุณคิดว่าเมื่อคุณเรียนจบ คุณจะมีโอกาสสักกี่เปอร์เซ็นต์ ที่จะได้ทำงานในแบบที่คุณนั้น คาดหวังเอาไว้  ❞

ผมขอเล่าประสบการณ์ เมื่อตอนที่ผมนั้นต้องไปฝึกงาน สถานที่คือหน่วยงานของรัฐบาลแห่งหนึ่ง ในตอนสมัยเรียนมหาลัยนั้น ผมจะมีเพื่อนในกลุ่มรวมทั้งหมด 7 คน แต่ที่สนิทกันจริงๆ จะมีอยู่เพียง 2 คน เท่านั้น

ผมเลือกสถานที่ฝึกงาน ที่เดียวกับเพื่อนสนิททั้ง 2 คน แต่ครั้งนี้ มีรุ่นพี่ที่เรียนอยู่ห้องเดียวกันอีก 1 คน ขอไปฝึกงานที่นี่ด้วย ซึ่งผมและเพื่อนๆในกลุ่ม ก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร เมื่อวันส่งตัวมาถึง …

คุณคงคิดว่า เด็กบริหารธุรกิจอย่างพวกเรา ต้องฝึกงานในออฟฟิต นั่งห้องแอร์เย็นๆ ใช่หรือไม่

ไม่เลยครับ ผมและเพื่อนๆ ถูกส่งตัวจากสำนักงานใหญ่ ในตัวเมือง ให้ไปฝึกงานประจำอยู่ที่ ฝ่ายพัฒนาชนบท ซึ่งตั้งอยู่นอกตัวเมือง หน้าที่ทั้งหมด ที่ผมกับเพื่อนๆ จะต้องได้ทำ คือ

ขุดร่องดิน (ด้วยมือ) เพื่อฝังกลบระบบท่อประปาใต้ดิน ซึ่งจะต้องเดินทางลงพื้นที่ ไปตามหมู่บ้าน ลงพื้นที่การเกษตรของชาวบ้าน ที่เข้าร่วมโครงการแก้ปัญหาภัยแล้ง ตามนโยบายของนายก อบจ. ในสมัยนั้น ถ้าวันไหนไม่ได้ลงพื้นที่ ผมกับเพื่อนๆ จะต้องเป็นลูกมือในแผนกงานช่าง หรือประจำอยู่ที่หน่วยซ่อมบำรุงรักษา ไม่เว้นแม้กระทั่ง ต้องคอยช่วยงานเกษตร งานแบกหาม งานก่อสร้าง รวมทั้งงานอื่นๆ ตามที่ได้รับคำสั่งให้ทำ

นั่นคืองานที่พวกเราจะต้องได้ทำ ตลอดระยะเวลา 3 เดือน ของการเป็นเด็กฝึกงานที่นี่ โดยไม่ได้รับค่าตอบแทน หรือเงินค่าจ้างใดๆ เลย แม้แต่บาทเดียว

เข้าสู่วันที่ 7 ของการฝึกงาน ในระหว่างที่ผมกับเพื่อนๆ กำลังนั่งพักเหนื่อยกันอยู่นั้น รุ่นพี่ที่มาฝึกงานด้วยกัน ได้เดินเข้ามา

❝ พี่ว่า เราโทรขออาจารย์ เปลี่ยนที่ฝึกงานกันดีกว่าไหม ❞ รุ่นพี่เปิดประเด็นหลังจากบทสนทนาภายในกลุ่ม ได้เงียบหายไปสักพัก เนื่องจากความเหนื่อยล้า ที่ต้องทำงานหนักติดต่อกันมา เป็นเวลาหลายวัน

❝ แต่เราจะต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่เลยนะ ​❞ เพื่อนคนหนึ่ง แย้งขึ้นมา

❝ ก็จริง แต่เราจะไม่ได้อะไรเลย ถ้ายังขืนฝึกงานอยู่ที่นี่ ❞ รุ่นพี่กล่าว

ส่วนผม กับเพื่อนอีกคน ไม่ได้ออกความคิดเห็นอะไร

❝ ถ้างั้นเดี๋ยวคืนนี้ พี่จะลองโทรหาอาจารย์ที่ปรึกษาของพวกเราดู ถ้าอาจารย์ให้ย้าย พวกเราจะย้ายไปกับพี่ไหม ❞ แกถามต่อ

ผมดูออกว่าตอนนี้ ทุกคนเหนื่อยล้า กับงานที่ค่อนข้างหนัก เพราะเข้าสู่วันที่ 7 แล้ว ที่ต้องทำงานอยู่กลางแจ้งตลอดทั้งวัน ใครจะไปคิดล่ะว่าเรียนบริหารธุรกิจ จะต้องมาฝึกงานในลักษณะแบบนี้ แต่ยังดีหน่อย ที่ผมเป็นลูกชาวนา เลยไม่รู้สึกว่าหนักหนาอะไร แต่รุ่นพี่นี่สิ แกเคยทำงานแบบนี้ ซะที่ไหน จึงไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมแกถึงอยากที่จะย้ายที่ฝึกงานใหม่จัง

วันรุ่งขึ้น อาจารย์ที่ปรึกษา ได้โทรมาถามความคิดเห็นของผมกับเพื่อนๆ ซึ่งวันนี้ เป็นวันหยุดของรุ่นพี่คนนั้น อาจารย์คุยกับพวกเราเกือบครึ่งชั่วโมง ก่อนที่จะวางสาย พวกเราเลยยืนยันกับอาจารย์ที่ปรึกษาไปว่า ขอฝึกงานต่อที่นี่ให้จบ เหตุผลคือ ไม่อยากไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ที่อื่น

❝ โอเค อาจารย์พอที่จะดูสถานะการณ์ออกแล้ว ❞ แกกล่าวทิ้งท้าย ก่อนที่จะวางสายไป

หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น ก็ดูเหมือนว่า ผมและเพื่อนๆ จะสามารถปรับตัว ให้เข้ากับการฝึกงานของที่นี่ได้แล้ว รวมทั้งรุ่นพี่คนนั้นด้วย แต่ก็ไม่รู้ว่า อาจารย์ที่ปรึกษา ได้พูดคุยอะไรกับรุ่นพี่ไปบ้าง แต่หลังจากวันนั้น แกก็ไม่เคยบ่น เกี่ยวกับการขอย้ายสถานที่ฝึกงาน ไปที่ไหนอีกเลย

หลายวันต่อมา… ขณะที่พวกเราเพิ่งเดินทางมาถึงออฟฟิต พวกเราได้เจอกับหัวหน้างานอีกคน ซึ่งปกติแล้ว แกจะเข้างานในช่วงบ่าย พวกเรายกมือไหว้ พร้อมทั้งกล่าวคำทักทายไปตามปกติ ก่อนที่จะขอตัวแยกย้ายกันเข้าพื้นที่ แกละสายตาออกจากจอคอมพิวเตอร์ แล้วมองมาที่พวกผม

❝ มีใครทำ Excel เป็นบ้าง ❞ แกเอ่ยถามขึ้น

สายตาของเพื่อนๆ ทุกคน ต่างมองมาที่ผม ​❝ เอาแล้วไง ❞ ผมได้แต่นึกในใจ

❝ คนนี้เลยครับ เก่งที่สุดในทีมแล้ว ❞ รุ่นพี่คนเดิม เป็นคนเสนอ

ในตอนแรก ผมเลือกที่จะปฏิเสธไป เพราะผมเริ่มปรับตัว กับงานที่ได้รับมอบหมายได้แล้ว จึงไม่อยากเอางานมารับผิดชอบเพิ่ม ​❝ ผมไม่ถนัดเรื่อง Excel เท่าไหร่ครับ ​❞ ผมปฏิเสธไป

❝ แต่ผมถนัดทำเป็นโปรแกรมมากกว่า แต่มันก็ต้องใช้เวลาในการทำค่อนข้างนาน ถ้าหากไม่มีคนช่วย ❞ ผมลองยื่นข้อเสนอใหม่ เพราะผมเห็นว่า นี่เป็นจังหวะและโอกาสที่ดี ที่ผมจะได้ลองวิชาในสนามจริงเสียที ถึงแม้ว่าในตอนนั้น ผมยังเขียนโค้ด เพื่อที่จะดึงเอาข้อมูลในฐานข้อมูล มาแสดงบนหน้ารายงาน แล้วปริ้นออกมา ยังไม่ได้เลยก็ตาม

❝ งานนี้.. จึงมีอยู่เพียงสองผลลัพธ์เท่านั้น คือ ได้เกรด A วิชาฝึกประสบการณ์ หรือไม่ก็ตายหมู่ ถ้าผมทำมันไม่สำเร็จ ❞

❝ ถ้าอย่างนั้น หัวหน้าให้เวลาพวกเอ็ง ถึงวันสุดท้ายของการฝึกงาน ❞

หัวหน้าตอบตกลง ตอนนี้ เพื่อนๆ ของผมทุกคน ดูท่าทางจะดีใจมากเป็นพิเศษ เพราะพวกเขา ไม่ต้องไปทำงานหนักๆ เหมือนวันที่ผ่านๆ มาอีกแล้ว แต่ใครจะรู้บ้างไหมว่า ณ เวลานั้น ผมต้องแบกรับแรงกดดันมากแค่ไหน ถ้าเกิดว่าผมทำไม่สำเร็จ มันหมายถึงหายนะของทั้งกลุ่ม เพราะพวกเรา อาจถูกหัวหน้างานประเมินได้เลยว่า

❝ ไม่ผ่านการฝึกงาน ❞

จังหวะและโอกาสในชีวิตเพียงเล็กน้อย อาจสามารถพลิกชีวิตของคุณได้ ถ้าคุณกล้าที่จะยื่นข้อเสนอ คุณก็จะได้ในสิ่งที่คุณนั้นต้องการ แต่คุณก็จะต้องเตรียมตัวเองให้พร้อมเพื่อที่จะรับโอกาสนั้น ตลอดเวลา  ❞

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *